สุดรันทด เเม่ถอดสร้อยจำนำ หาเงินทำศพลูกสาว หลังดับปริศนาคาบ้านเช่า!

สุดรันทด เเม่ถอดสร้อยจำนำ หาเงินทำศพลูกสาว หลังดับปริศนาคาบ้านเช่า!

Workpint TV

สนับสนุนเนื้อหา

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่  28 มี.ค. 60  ร้อยตำรวจโท จารุพันธ์ เอี่ยมโหนด  รองสารวัตรสอบสวน สภ.บางแก้ว จังหวัดสมุทรปราการ  พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กู้ภัยป่อเต็กตึ๊ง เดินทางเข้าตรวจสอบสภาพศพ นางสาวปิยนัย อายุ 30 ปี ชาวจังหวัดชัยภูมิ ทำงานเป็นพนักงานบริษัทผลิตซองพลาสติกและซองไปรษณีย์พลาสติกแห่งหนึ่งย่านบางแก้ว นอนเสียชีวิตอยู่ในบ้านเช่าไม่มีเลขที่ ปลูกเป็นสังกะสีทั้งหลัง ตั้งอยู่เรียบทางเท้า ริมคลองชวดหมัน ภายในซอยกิ่งแก้ว 11  ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ คาดเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง ตรวจสอบตามร่างกายไม่พบบาดแผล หรือร่องรอยการถูกทำร้ายแต่อย่างใด

สอบถามนางผง วัย 54 ปี มารดาของผู้ตาย เล่าให้ฟังทั้งน้ำตาว่า บ้านหลังดังกล่าวพักอาศัยกันอยู่ทั้งหมด 9 คน ซึ่งเป็นบ้านเช่าที่ตนเองและลูกๆ เช่าพักอาศัย โดยลูกสาวทำงานเป็นแคดดี้ของสนามกอล์ฟย่านกิ่งแก้ว ส่วนตนเองยึดอาชีพขายส้มตำอยู่ที่ปากซอย

ช่วงเย็นที่ผ่านมา บุตรสาวกลับมาจากทำงานระบุว่าตนเองเพิ่งออกกำลังกายเต้นแอโรบิค ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทางบริษัทกำหนดให้พนักงานต้องออกกำลังกาย หลังจากนั้นลูกสาวก็อาบน้ำและทานข้าว จนอิ่ม ก่อนไปซื้อเบียร์มาดื่ม 2 ขวด ซึ่งปกติแล้วลูกสาวจะดื่มเป็นประจำทุกวัน กระทั่งดื่มเบียร์จนหมดก็พาลูกสาววัย 5 ขวบ (ของผู้ตาย) เข้านอน

พอเช้ามาตนเองก็ออกไปขายส้มตำตามปกติ จนกระทั่งเที่ยงไม่เห็นลูกสาวออกมาทำงานจึงโทรศัพท์กลับมาหาลูกสาวซึ่งมีหลานสาวรับสาย แจ้งว่าแม่ยังนอนอยู่ ตนจึงให้ไปเรียกเพื่อให้ออกไปทำงาน หลานสาวเขย่าตัว แต่ผู้ตายไม่ตอบสนองจึงแจ้งให้ตนเองเข้ามาดู เมื่อเดินทางมาตรวจสอบพบว่านอนตัวแข็งเสียชีวิตแล้ว

ขณะที่เพื่อนร่วมงานหลังทราบข่าวต่างพากันเดินทางมาดูศพผู้ตาย พร้อมระบุว่าผู้ตายทำงานเป็นพนักงานบริษัทผลิตซองพลาสติกและซองไปรษณีย์พลาสติกมาปีกว่า แต่ที่ผ่านมาบริษัทไม่มีสวัสดิการใดๆ แม้กระทั่งประกันสังคม หากเจ็บป่วยก็ต้องรักษากันเอง และหากเพื่อนร่วมงานท่านใดเสียชีวิตพนักงานกว่า 400 คน ก็จะเรี่ยรายเงินกันคนละ 100 บาท เพื่อช่วยค่าทำศพ

ด้านมารดาของผู้ตายซึ่งอยู่ในอาการเศร้าโศกเสียใจอย่างหนักเผยทั้งน้ำตาว่า ตนเองไม่มีเงินติดตัวและเงินทำศพบุตรสาว จึงตัดสินใจถอดสร้อยคอทองคำหนัก 50 สตางค์ เอาไปเข้าโรงจำนำเพื่อนำเงินมารับศพลูกสาวมาบำเพ็ญกุศลที่วัดชวดลากข้าว ทั้งที่ใจจริงอยากนำศพกลับบ้านเกิดที่จังหวัดชัยภูมิ แต่ไม่มีเงินจึงทำได้เพียงนำกระดูกเถ้าถ่านกลับบ้านเกิดนั้น

ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตของลูกสาวนั้นตนเองไม่ได้ติดใจอะไร เนื่องจากลูกสาวเป็นคนดื่มเบียร์ทุกวันจนติดเป็นนิสัย  บวกกับที่พักอาศัยร้อนอบอ้าว คาดว่าอาจเป็นสาเหตุทำให้ลูกสาวหัวใจวายเฉียบพลันก็เป็นได้

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ลงบันทึกประจำวันและมอบร่างผู้เสียชีวิตส่งชันสูตรเบื้องต้นที่รพ.บางพลี ก่อนจะส่งต่อไปยังสถาบันนิติเวช รพ.ตำรวจ เพื่อชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียดอีกครั้ง

ส่วนสาเหตุสันนิษฐานว่า หลังจากออกกำลังกายมาเหนื่อยจัดและมาดื่มเบียร์เข้าไป ประกอบกับอากาศที่ร้อนจัดภายในห้องเช่า ทำให้ร่างกายปรับสภาพไม่ทัน จึงเกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน

ศาลออกหมายจับแล้ว 2 คนร้ายยิงรปภ.-ตีหัวกรรมการมวย ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น

จากกรณีคนร้าย 2 ราย บุกใช้ไม้ตีหัวนายอุดม ดีกระจ่าง อายุ 59 ปี ประธานกรรมการฝ่ายเทคนิคของสนามมวย จนได้รับบาดเจ็บ ขณะเดียวกันนายอนุชา ประทุมมา อายุ 24 ปี รปภ.ของสนามมวยเข้าไปช่วยเหลือ ถูกยิงเสียชีวิตคาที่ หน้าสนามมวยลุมพินีฝั่งตรงข้ามร้านขอยกล่องไปรษณีย์ ราคาถูก กล่องพัสดุ ถนนรามอินทรา เขตบางเขน เมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา ล่าสุดตร.เรียกสอบ พ.อ.เลิศชาย อดีตปธ.เทคนิคสนามมวยลุมพินีคนก่อนหน้านายอุดม ที่ถูกตีหัว รับสนามมวยมีปัญหาเรื่องการตัดสินมานานแล้วจนต้อง ขอลงจากตำแหน่ง จ่อเรียกเสธ.ก้อง-เสี่ยแขก ที่ถูกระบุในใบปลิวโจมตีมาสอบปากคำ ตร.เผยคนร้ายแยกกันหนีหลังก่อเหตุ แฉคนซ้อนท้ายลงตรงห้างเซ็นทรัลรามอินทรา เตรียมออกหมายจับตามภาพวงจรปิด คาดภายใน 2 วัน “ศานิตย์” เผยสอบปมขัดแย้งตามใบปลิวแล้วยังไม่พบ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

เมื่อเวลา 14.10 น. วันที่ 27 มี.ค.ที่ สน.บางเขน พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. เดินทางมาร่วมประชุมติดตามความคืบหน้าคดีกรณีคนร้ายบุกทำร้ายนายอุดม ดีกระจ่าง อายุ 59ปี ประธานกรรมการฝ่ายเทคนิคของสนามมวยลุมพีนีได้รับบาดเจ็บ ก่อนจะใช้ยิงนายอนุชา ประทุมมา หรือต้น อายุ 24 ปี รปภ.ประจำทางเข้าสนามมวยเสียชีวิต

พล.ต.ท.ศานิตย์ เปิดเผยว่าหลังเกิดเหตุทางพนักงานสอบสวน ได้รวบรวมพยานหลักฐาน ก่อนทางศาลอนุมัติออกหมายจับ 2 ผู้ต้องหาตามภาพที่ปรากฏในข้อหา ร่วมกันฆ่าผู้อื่น ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส พกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านทางสาธารณะ ครอบครองอาวุธปืนโดยผิดกฎหมายแล้ว และในวันนี้มาติดตามความคืบหน้าที่มีความคืบหน้าไปมาก

ส่วนเรื่องเสี่ยแขกที่มีข่าวว่ามีส่วนพัวพัน ในใบปลิวที่ดึงนายอุดมไปเป็นกรรมการนั้น ทางเจ้าหน้าที่กำลังเรียกมาทำการสอบปากคำในฐานะพยาน ตอนนี้เราทำการสอบปากคำพยานไปแล้ว 7 ปาก ซึ่งก็จะมีการเรียกพยานมาทำการสอบเรื่อยๆ ซึ่งที่ผ่านมา

“ผมก็ไปดูมวยที่สนามมวยมา ก็ไม่เห็นมีอะไร จะให้พี่น้องประชาชนให้ความมั่นใจว่ามันเป็นเรื่องของส่วนบุคคล และวานนี้ได้ประสานงานกับกรมคุ้มครองสิทธิ์ ให้นำเงินไปมอบให้กับครอบครัว นายอนุชา ประทุมมา หรือต้น อายุ 24 ปี เป็นรปภ.ประจำทางเข้าสนามมวย ที่พยายามเข้าช่วยเหลือจนเสียชีวิต เนื่องจากเขาป็นเหยื่อและจะต้องได้รับเงินช่วยเหลือจำนวน 100,000 บาท

ลูกสาวผงะ! พ่อเลี้ยงคลั่ง ทุบหัวแม่ทิ้งบ่อเกรอะ 2 วัน

ลูกสาวผงะ! พ่อเลี้ยงคลั่ง ทุบหัวแม่ทิ้งบ่อเกรอะ 2 วัน

Workpint TV

สนับสนุนเนื้อหา

หลังจากแม่หายตัวไป 2 วัน พบอีกทีสภาพกลายเป็นศพเละเทะในบ่อเกรอะเก่า ลูกสาววัย 14 ปี เจอศพถึงกับโฮอย่างน่าเวทนา คาดผู้ก่อเหตุคือพ่อเลี้ยง ซึ่งมีอาการทางประสาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (22 มี.ค. 60) ร.ต.อ.สวัสดิ์ คงแก้ว รอง (สว.สอบสวน) สภ.เมืองชุมพร  จังหวัดชุมพร รับแจ้งว่า พบศพผู้เสียชีวิตที่บ้านเลขที่ 41/9 หมู่ 4 บ้านทุ่งเบี้ยอยู่แถวโรงงานผลิตกล่องไปรษณีย์ ราคาถูก กล่องพัสดุเกรดเอ ตำบลขุนกระทิง อำเภอเมือง  จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ พร้อมด้วย พล.ต.ต.สนธิชัย อาวัฒนกุลเทพ ผบก.ภ.จว.ชุมพร, พ.ต.ท.กลศ  นันทวิสุทธ์ รอง ผกก. (ป) สภ.เมืองชุมพร, พ.ต.ท.วัชระ เผือกจันทร์ สวป.สภ.เมืองชุมพร  เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน แพทย์โรงพยาบาลชุมพรเขตอุดมศักดิ์  และหน่วยกู้ภัยชุมพรการกุศลสงเคราะห์ (สายชล) ร่วมกันตรวจสอบที่เกิดเหตุ

บ้านหลังที่เกิดเหตุเป็นบ้านสองชั้น ลักษณะครึ่งไม้ครึ่งปูน ติดกับถนนสายขุนกระทิง-โรงโม่ มีชาวบ้านจำนวนมากกำลังจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จุดเกิดเหตุอยู่ข้างบ้านหลังดังกล่าว ภายในบ่อเกรอะซึ่งเป็นห้องน้ำเก่าที่ไม่ใช้แล้ว พบศพผู้เสียชีวิตคือ น.ส.ฉวีวรรณ อายุ 35 ปี ในสภาพศพคว่ำหน้าคุดคู้อยู่ในบ่อปูนซีเมนต์ ลึกประมาณ 50 เซนติเมตร 

หน่วยกู้ภัยจึงนำร่างผู้เสียชีวิตขึ้นมา แพทย์ชันสูตร พบมีบาดแผลฉกรรจ์ถูกตีด้วยของแข็งบริเวณศีรษะจำนวนหลายแผล ใบหน้าบวมปูดเริ่มมีหนอนไต่ และมีรอยถูกของมีคมแทงเข้าลำคออีกหนึ่งแผล คาดเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 2 วัน 

ขณะเดียวกัน ด.ญ.พลอย อายุ 14 ปี ซึ่งเป็นลูกสาวของ น.ส.ฉวีวรรณ ผู้เสียชีวิต  หลังได้เห็นสภาพศพผู้เป็นแม่ ก็ร้องให้ปล่อยโฮออกมาอย่างน่าเวทนา และมีญาติๆ คอยปลอบขวัญอยู่ตลอดเวลา

เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบบริเวณที่เกิดเหตุ พบปลอกโทรศัพท์ผู้เสียชีวิตตกอยู่ห่างจากบากบ่อเกรอะ ประมาณ 3-4 เมตร ใกล้กันมีกระต่ายขูดมะพร้าวสภาพขาหัก และมีเศษผมติดอยู่บริเวณหัวที่เป็นเหล็ก   เจ้าหน้าที่จึงเก็บของที่ตกในที่เกิดเหตุไว้เป็นหลักฐาน

ด.ญ.พลอย ลูกสาวผู้เสียชีวิต เล่าให้ฟังว่า เวลาประมาณ 16.00 น. เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังกลับจากไปดูการแข่งขันกีฬาที่สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตชุมพร ตนได้พบกับ พ่อเลี้ยงคือ นายไกรรงค์ อายุ 43 ปี เลยถามว่าแม่อยู่ไหน พ่อเลี้ยงตอบว่า แม่ไปทำธุระข้างนอก ไม่นานก็กลับ ตกเย็นพ่อเลี้ยงก็หายออกจากบ้านไปอีกคน ตกดึกแม่ก็ยังไม่กลับมา จึงโทร.ไปหาน้าติ๋ม จึงช่วยกันออกตามหา ก็ยังไม่เจอ

จนมาถึงบ่ายของวันอังคารที่ 21 มี.ค. ที่ผ่านมา นางมินทร์รฐา ญาติผู้เสียชีวิต  และเป็นน้าของ ด.ญ.พลอย ได้ไปแจ้งความคนหายไว้ที่ สภ.เมืองชุมพร  และบอกญาติๆ เพื่อนๆ ช่วยกันออกตามหา จนกระทั่งเวลาประมาณ 09.00 น. วันนี้ (22 มี.ค. 60) ไปเจอปลอกโทรศัพท์ของผู้เสียชีวิต และกระต่ายขูดมะพร้าวเปื้อนเลือดคาดว่าคงเกิดเหตุร้ายแน่ๆ  ส่วนนายวรพล บุญปรัญญาโอภาส เพื่อนผู้เสียชีวิต ขณะช่วยตามหาพบร่าง น.ส.ฉวีวรรณ  นอนสิ้นลมอยู่ในบ่อเกรอะดังกล่าวจึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบ 

ด้านพล.ต.ต.สนธิชัย อาวัฒนกุลเทพ ผบก.ภ.จว.ชุมพร เปิดเผยว่า จากการสอบสวนพยานบุคคลทราบว่า  ผู้ก่อเหตุฆ่า น.ส.ฉวีวรรณ คาดว่าน่าจะเป็นสามีของผู้เสียชีวิตเอง คือ นายไกรรงค์ อายุ 43 ปี หลังได้อยู่กินกับผู้เสียชีวิตมาแล้วประมาณ 6 ปี โดยมี ด.ญ.พลอย มาอยู่ด้วยที่บ้านหลังที่เกิดเหตุ โดยทั้งคู่ยึดอาชีพรับจ้างขุดดินถมที่ถมทาง ต่อมาระยะหลังๆ ไม่ค่อยมีงานจ้าง รายได้น้อย ไม่พอกับรายจ่าย  จึงเอารถแม็คโครที่เป็นเครื่องมือหากินและที่ดินไปจำนองไว้กับธนาคารแห่งหนึ่ง  ถึงเวลาก็ยังหาเงินมาใช้หนี้ไม่ได้ ประกอบกับนายไกรรงค์  มีอาการทางสมองต้องไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลสราญรมย์ จังหวัดสุราษฎธานี บ่อยๆ แต่ทั้งสองคนยังขยันขันแข็ง หันไปช่วยงานที่โรงเจแห่งหนึ่ง ในตำบลเดียวกันเสมอจนเป็นที่รักใคร่ของเพื่อนๆ

ปลุกไม่ตื่น!! คนขับจอดรอรับลูกชายนายจ้างไปส่งมหา’ลัย กลายเป็นศพนั่งตายในรถตู้

เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 21 มี.ค.60 ร.ต.อ.จรยุทธ บุญทอง รอง สว.สอบสวน สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ได้รับแจ้งมีชายนอนเสียชีวิตอยู่ภายในรถยนต์ตู้ เหตุเกิดบริเวณ ซอยซี 5 ถนนบอนด์สตรีท ภายในเมืองทองธานี เเถวโรงงานนำเข้าเครื่องปั๊มไดคัทจากญี่ปุ่น ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จากนั้นจึงประสานแพทย์เวรจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูร่วมตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบรถยนต์ตู้ ยี่ห้อโตโยต้า ทะเบียน อจ 6488 กทม. จอดเปิดกระจกทั้ง 2 ข้างไว้ ภายในรถบริเวณเบาะคนขับ พบร่างของนายยุทธนา พวงสาลี อายุ 57 ปี เสียชีวิตอยู่ในท่านั่ง ข้างตัวยังพบยารักษาโรคจำนวนหนึ่งวางอยู่

จากการสอบถามทราบว่าผู้ตายมีโรคประจำตัวเป็นโรคหัวใจโต มีการรับประทานยาเป็นประจำและเข้าพบแพทย์ตามนัดอยู่ทุกครั้ง ก่อนเกิดเหตุผู้ตายซึ่งมีหน้าที่มาคอยรับ-ส่งบุตรชายของนายจ้างไปมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในย่านท่าพระจันทร์ โดยทำหน้าที่ขับรถมานานกว่า 20 ปี กระทั่งวันนี้หลังจากโทรศัพท์หาผู้เสียชีวิตเพื่อให้ขับรถมารับที่หน้าคอนโดกลับไม่มีคนรับสาย จึงได้เดินมายังที่จอดรอประจำ และพบว่านายยุทธนานอนหมดสติจึงได้ปลุกเรียกหลายครั้ง แต่ไม่ตอบสนอง จึงต้องแจ้งเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบและพบว่าเสียชีวิตแล้ว

เบื้องต้นสันนิษฐานว่าผู้ตายน่าจะเสียชีวิตด้วยโรคประจำตัวที่เป็นอยู่ขณะเกิดเหตุอาการอาจจะเกิดกำเริบขึ้นจนทำให้หมดสติไปแล้วเสียชีวิตในที่สุด อย่างไรก็ตามจะมอบศพผู้เสียชีวิตให้ทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูนำส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ร.พ.ธรรมศาสตร์ฯ รังสิต เพื่อชันสูตรหาสาเหตุของการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป

 

ล่าคนขับกระบะซิ่งชนเละ 6 คันรวด ขณะจอดติดไฟแดง ก่อนทิ้งรถหลบหนี

aHR0cDovL3BlMi5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzQzNi8yMTgwMzU5L3VudGl0bGVkLTIuanBn

เมื่อวันที่ 7 มี.ค.60 เวลา 22.00 น. เกิดอุบัติเหตุบนถนนสุขุมวิท กม.167 เส้นทางสัตหีบ-พัทยา บริเวณแยกไฟแดงศูนย์ฝึกทหารใหม่ ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี พบรถยนต์และกล่องไปรษณีย์พร้อมทั้งกล่องพัสดุที่บรรทุกมาหล่นกระจัดกระจายเกลื่อนถนนใน 2 ช่องทาง เรียงลำดับจากคันหน้ามาหลังสุด ประกอบด้วย รถกระบะ ฟอร์ด เรนเจอร์ 4 ประตู สีขาว รถยนต์ ซูซูกิ เออร์ติกา สีดำ  รถเก๋ง ฮุนได โซนาต้า สีขาว  รถเก๋ง ฮอนด้า บริโอ้ สีขาว รถบรรทุก 6 ล้อ ฮีโน่ สีขาว รถเก๋ง มาสด้า 2 สีดำ  และรถปิคอัพ มาสด้า บีที 50 สีดำ ทะเบียน ผค-2528 ระยอง

ในจำนวนนี้มี 2 คัน ได้รับความเสียหายอย่างหนัก คือ รถปิคอัพ มาสด้า เป็นคันท้ายสุดก่อเหตุพุ่งชน คนขับอาศัยช่วงชุลมุนหลบหนีหายไปจากที่เกิดเหตุ และรถเก๋ง มาสด้า 2 ซึ่งอยู่คันรองสุดท้าย ถูกชนในลักษะอัดก็อบปี้หน้าหลัง ส่งผลให้ผู้ขับขี่ คือ น.ส.ธารารัตน์ เลขา ได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกนำตัวส่งยังห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ

จากการสอบถามผู้เสียหายทั้ง 6 คัน ให้การเป็นเสียงเดียวกัน ขณะเกิดเหตุได้จอดรถเป็นแถวติดไฟแดง ทันใดนั้นรถปิคอัพ มาสด้า ได้วิ่งฝ่าความมืดมาด้วยความเร็ว พุ่งชนอัดคันท้ายอย่างจัง ก่อนจะกระเด็นพุ่งชนกัน เป็นลักษณะโดมิโน่ จนรถได้รับความเสียหาย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ ส่วนผู้ก่อเหตุหลบหนีไป ขณะนี้ได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกติดตามตัวแล้ว

นิติกรแค้นจัด! โดนเรียกเตือนไม่ตั้งใจทำงาน ชักมีดจ้วงแทงปลัดสาหัสคาอบต.

เมื่อวันที่ 3 มี.ค. ร.ต.อ.ประภาส สมศรี รอง สว.(สอบสวน) สภ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช รับแจ้งเกิดเหตุทะเลาะวิวาทแล้วใช้มีดแทงกันมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส ภายในสำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลปากพนังฝั่งตะวันออก (อบต.ปากพนังฝั่งตะวันออก) อยู่เเถวโรงงานนำเข้าเครื่องปั๊มไดคัทจากต่างประเทศ อ.ปากพนัง จึงประสานตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน แล้วรุดไปตรวจสอบพร้อมตำรวจฝ่ายสืบสวน

ที่เกิดเหตุภายในอบต.ปากพนังฝั่งตะวันออก บริเวณหน้าห้องทำงานนายกฯอบต. พบกองเลือดจำนวนมาก ส่วนผู้บาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลปากพนังไปก่อนแล้ว ทราบชื่อคือ นายประเสริฐ ช่อผูก อายุ 57 ปี มีตำแหน่งเป็นปลัดอบต.ปากพนังฝั่งตะวันออก อยู่บ้านเลขที่ 24/4 ซอยศรีธรรมโศก ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช มีบาดแผลฉกรรจ์ถูกแทงเข้าบริเวณลำตัว 1 แผล แพทย์ต้องนำตัวเข้าห้องฉุกเกินเพื่อช่วยชีวิตอย่างเร่งด่วน

จากการสอบสวน นายบุญโชค ขำปรางศ์ นายกฯอบต.ปากพนังฝั่งตะวันออก ให้การว่า ผู้ก่อเหตุคือ จ.ส.ต.นำชัย อ่อแก้ว อายุ 48 ปี เป็นนิติกร อบต.ปากพนังฝั่งตะวันออก หลังก่อเหตุแทงปลัดแล้วได้หลบหนีไป ส่วนสาเหตุเกิดจากก่อนเกิดเหตุตนและปลัดซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาได้เรียกจ.ส.ต.นำชัย เข้ามาพบที่ห้องทำงานของตนแล้วได้ว่ากล่าวตักเตือนเรื่องที่ไม่ค่อยตั้งใจทำงาน ทำให้เจ้าตัวเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก ก่อนจะใช้อาวุธมีดที่พกติดตัวมาแทงทำร้ายปลัดได้รับบาดเจ็บแล้ววิ่งไปขับรถยนต์ส่วนตัวหลบหนี

หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนได้ออกติดตามและสกัดจับจ.ส.ต.นำชัย ตามจุดต่างๆที่คาดว่าจะหลบหนีไปแต่ไม่พบตัว  ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้ติดตามตัวมาสอบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ดีเอสไอค้นวัดพระธรรมกาย พบซุกน้ำมันแสนลิตรหลังวัด

aHR0cDovL3BlMS5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzQzNC8yMTcwNjcwL2RmZWRmLmpwZy5qcGc=

เมื่อวานนี้ (วันที่ 17 ก.พ.) ที่สภ.คลองหลวง พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ รองโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) แถลงผลการตรวจค้นวัดพระธรรมกาย เพื่อติดตามตัวพระธัมมชโย ผู้ต้องหาตามหมายจับตลอด 2 วันที่ผ่านมา ว่า ได้เข้าค้นพื้นที่โซนเอ บี ซี ทุกอาคารทุกห้องรวมทั้งห้องที่ใช้ขายกล่องกระดาษ และกล่องไปรษณีย์ประจำวัด ไม่พบบุคคลตามหมายจับ แต่ยังมีความจำเป็นต้องตรวจค้นพื้นที่ควบคุมภายนอกวัดพระธรรมกาย หลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะแจ้งให้วัดทราบว่าจะอนุญาตให้เข้าออกวัดในประตูใด และเข้าใช้พื้นที่ใดได้บ้าง โดยจะประเมินความเหมาะสมที่ต้องคงประกาศพื้นที่ควบคุมตามสถานการณ์

ด้าน พนักงานสอบสวนยังมีข้อสงสัยในการตรวจพบอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยเฉพาะไฮเปอร์บาลิค แชมเบอร์ ที่เคยใช้เป็นห้องรักษาของพระซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวจะใช้รักษาผู้บาดเจ็บจากการดำน้ำ และจะประสานผู้เชี่ยวชาญให้เข้าตรวจสอบว่าเป็นอุปกรณ์การแพทย์ชนิดใด ดังนั้นจึงต้องใช้อำนาจคสช.อายัดอาคารดาวดึงส์ ห้ามบุคคลเข้าออกและขนย้ายสิ่งของทั้งตัวอาคาร และจะคงกำลังบางส่วนรักษาพื้นที่รอบวัด และพื้นที่ภายในบางส่วน ทั้งนี้เพื่อรักษาความสงบเรีบบร้อยและป้องกันภัยแทรกซ้อน และในวันนี้(18ก.พ.) จะมีการตรวจค้นต่อเนื่องแต่ไม่ขอเปิดเผยจุด และจะเป็นการปฏิบัติการรอบบริเวณวัด ทั้งนี้แม้การตรวจค้นทั้ง 2วัน จะไม่พบบุคคลตามหมายจับ แต่ชุดสืบสวนยังมีหน้าที่สืบสวนเพื่อติดตามจับ

สำหรับข้อสงสัยเกี่ยวกับอุโมงค์ใต้อาคารภาวนา 60 ปีซึ่งอาจใช้เป็นเส้นทางหลบหนีออกนอกวัด พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีดีเอสไอ ได้นำสื่อเข้าพิสูจน์ทราบว่าบริเวณใต้ดินใช้สำหรับกักเก็บน้ำและบำบัดน้ำหมุนเวียนไปใช้เป็นน้ำตก บริเวณด้านบนอาคารมีความสูงประมาณตึก 12 ชั้น ทางเข้าอยู่ด้านข้างอาคาร ภายในอาคารเป็นทางเดินรูปตัวยู แยกซ้ายขวาด้านละ 1.5 กม. ปลายทางทั้งสองด้านเป็นทางตัน

ด้านพ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ยืนยันว่า หลังการตรวจค้นจะสามารถชี้แจงทำความเข้าใจกับสังคมได้แน่นอนแม้จะไม่ได้ตัวผู้ต้องหา ก็จะมีคำตอบให้รัฐบาลและสังคมรับทราบข้อเท็จจริงอย่างไรก็ตามการไม่ได้ตัวผู้ต้องหาไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะหลายคดีมีผู้ต้องหาหลบหนีและไม่สามารถจับกุมตัวได้ และดีเอสไอจะตรวจวัดพระธรรมกายทุกตารางนิ้วจนกว่าจะครบทั้งพื้นที่และจำเป็นต้องปิดวัดเพื่อคงพื้นที่ควบคุมตามคำสั่งคสช.มาตรา 44

ทั้งนี้ด้าน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ชี้แจงเหตุผล การใช้อำนาจตามมาตรา 44 กำหนดให้วัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุมว่า ” ทำเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่ในการเข้าไปตรวจค้น เพื่อติดตามตัวพระธัมมชโยเท่านั้น ส่วนพระธัมมชโย จะอยู่ภายในวัดหรือไม่ ไม่สามารถตอบได้ แต่การจับกุมเป็นการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายปกติ พร้อมตั้งคำถามกลับไปยังพระที่อยู่ภายในวัด ถึงการปฏิบัติที่อาจไม่เหมาะสม กรณีใช้ผ้าปิดหน้าออกมาเจรจากับเจ้าหน้าที่

ล่าสุดเมื่อเวลา 21.00 น. พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดี ดีเอสไอ เผยว่า เมื่อช่วงค่ำได้รับรายงานเจอการกักตุนน้ำมันจำนวนมาก ภายในวัดพระธรรมกาย เบื้องต้นได้ให้เจ้าหน้าที่อายัดไว้ และให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คลองหลวง ทำการตรวจสอบว่าเป็นน้ำมันชนิดใด กักตุนไว้เพื่ออะไร และมีการขออนุญาตหรือไม่ โดยมีรายงานว่า น้ำมันที่พบได้บรรจุในแทงก์ๆละ 20,000 ลิตร จำนวน 5-6 แทงก์ รวมกว่า 100,000 ลิตร อยู่บริเวณด้านหลังวัด คาดว่าทางวัดกักตุนไว้เผื่อกรณีถูกตัดน้ำตัดไฟ และใช้น้ำมันกับเครื่องปั่นไฟแทน.

อย่างไรก็ตาม ดีเอสไอจะยังคงมีการปฏิบัติการทางด้านการข่าวในการติดตามตัวพระธัมมชโยต่อไป ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลทางการข่าว พร้อมฝากประชาชนหากพบเบาะแสของผู้ต้องหาก็สามารถแจ้งดีเอสไอโดยตรงผ่านสายด่วน 1202 โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายพ.ต.ต.วรณัน กล่าวว่า ส่วนผู้ปิดบังซ่อนเร้นพระธัมมชโย หรือบุคคลที่ถูกออกหมายจับต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงประกอบด้วย ขณะที่ผลการตรวจค้นทั้งหมดอธิบดีดีเอสไอจะเป็นผู้รายงานกับรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมต่อไป

ความหวังใหม่ของ “น้องยันต์” นักเรียนกางเกงขาด ยอดบริจาคใกล้แสน

อุปนายกสมาคมกีฬามวยอาชีพแห่งประเทศไทย ยื่นมือให้ความช่วยเหลือ “น้องยันต์” เด็กนักเรียนใส่ชุดขาดๆ สานฝันให้เข้าศึกษาต่อในโรงเรียนกีฬางเรียน จนกระทั่งจบหลักสูตร ขณะที่ยอดเงินบริจาคเกือบแสนบาทแล้วและมีประชาชนบริจากคสิ่งของให้มากมายผ่านกล่องไปรษณีย์และกล่องพัสดุส่งมายังโรงเรียน

ความคืบหน้า การให้ความช่วยเหลือ เด็กชายสมประสงค์ วงษ์แดง หรือ น้องยันต์ อายุ 14 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนหนองขามพิทยาคม อำเภอบ้านแฮด จังหวัดขอนแก่น ที่สวมกางเกงนักเรียนที่มีสภาพเก่าและขาดจนต้องนำเข็มกลัดมารัดไว้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: เปิดใจ “น้องยันต์” นักเรียนกางเกงขาด ชกมวยหาเงินเรียน

ล่าสุดในวันนี้ (26 ม.ค.) ดร.นิกัญชลา ล้นเหลือ ผู้อำนวยการโรงเรียนหนองขามพิทยาคม เปิดเผยว่า หลังจากที่ทางโรงเรียนได้เปิดบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาท่าพระ (ขอนแก่น) เลขที่ 985-5-38238-2 ชื่อ ด.ช.สมประสงค์ วงษ์แดง ได้มีผู้มีจิตศรัทธาจากทั่วประเทศโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร

สำหรับยอดเงินผู้บริจาคล่าสุดอยู่ที่ 70,000 กว่าบาท โดยทางโรงเรียนได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 3 ชุด เพื่อควบคุมกำกับติดตามการใช้จ่าย จัดเก็บสมุดบัญชีธนาคาร และทำบัญชีรายรับรายจ่าย เพื่อการใช้จ่ายเงินให้ตรงตามวัตถุประสงค์และเกิดประโยชน์สูงสุดกับเด็กชายสมประสงค์มากที่สุด

นอกจากนี้ ทางโรงเรียนยังได้รับการประสานงานจาก นายวินัย รอดจ่าย อุปนายกสมาคมกีฬามวยอาชีพแห่งประเทศไทย ว่าทางสมาคมฯ ยินดีจะให้ความช่วยเหลือและส่งเสริมเด็กชายสมประสงค์ โดยจะรับให้เข้าไปเรียนโรงเรียนกีฬาจังหวัดนครราชสีมาซึ่งมีศักยภาพในการฝึกกีฬามวยและจะส่งเรียนจนจบหลักสูตร โดยทางสมาคมฯจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเรียนทั้งหมด ทั้งนี้ให้ทางโรงเรียนจะประสานกับเลขาธิการสมาคมมวยอาชีพแห่งประเทศไทยอีกครั้ง

สถาปนิกหนุ่มขี่บิ๊กไบค์ชนป้ายบอกทาง มือขาด-ดับคาที่

555555555555

สถาปนิกหนุ่มบริษัทวางระบบไฟฟ้าให้โรงงานเครื่องปั๊มไดคัทชื่อดัง ขี่บิ๊กไบค์เสียหลักชนป้ายบอกทาง มือขาด-ดับคาที่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (28 ธ.ค.) เมื่อเวลา 00.20 น. สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ได้รับแจ้งเหตุรถจยย.ชนขอบทางมีผู้เสียชีวิต บนสะพานพระราม 4 หมู่ 5 ต.ปากเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี จึงประสานแพทย์จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์แบะเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ้ง รุดตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุอยู่บนสะพานขาออก มุ่งหน้าถนนแจ้งวัฒนะ พบรถจยย.ยี่ห้อคาวาซากิ รุ่นเวอร์ซีส 650 สีดำ ทะเบียน 1กน4551 กทม. ล้มอยู่ในช่องจราจรซ้ายสุด สภาพด้านหน้าพังยับ ห่างกันประมาณ 800 เมตร พบผู้เสียชีวิตสวมเสื้อเชิตสีขาว สวมทับด้วยเสื้อแจ็คเก็ตสีดำ สวมกางเกงยีนส์ขายาว สภาพข้อมือขวาขาด ขาทั้ง 2 ข้างหัก ศีรษะแตก ซีกโครงขวาหัก ทราบชื่อคือ นายนฤพันธ์ อายุ 33 ปี เป็นสถาปนิกบริษัทออกแบบและติดตั้งระบบไฟฟ้าภายในอาคาร ใกล้กันพบหมวกกันน็อคแบบเต็มใบสีดำ-ส้ม

จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุพบเป็นถนนช่วงทางโค้งเหนือ รพ.วิภาราม ในที่เกิดเหตุมีร่องรอยการชนเสาไฟฟ้ายุบ ขอบทางปูนแตก และป้ายบอกทางเหนือขอบปูนหักเสียหาย คาดว่าน่าจะเสียหลักหลุดโค้งจนชนเข้ากับเสาไฟฟ้าดังกล่าว

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เก็บรวมรวมหลักฐาน จากนั้นได้มอบร่างให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ โดยหลังจากนี้จะทำการประสานญาติเข้าให้ข้อมูลและรับศพไปทำพิธีทางศาสนาต่อไป

เผาศพทั้งน้ำตา หนุ่มจ่ายทิปมากกว่า แฟนสาวช้ำแผนวิวาห์สลาย

เผาศพทั้งน้ำตา หนุ่มจ่ายทิปมากกว่า แฟนสาวช้ำแผนวิวาห์สลาย

พ่อแม่เผาศพทั้งน้ำตา หนุ่มถูกขวดตีดับเพราะจ่ายทิปมากกว่าคนข้างๆ แฟนสาวเผยวางแผนแต่งงาน แต่มาจบชีวิตเพราะความเลือดร้อน ตร.เร่งสรุปสำนวนส่งอัยการคาดไม่เกินเดือนนี้

(15 ธ.ค.) ความคืบหน้ากรณีที่ นายปราโมทย์ อายุ 34 ปี หนุ่มเซลขายกล่องไปรษณีย์และกล่องพัสดุเลือดร้อน ใช้ขวดตีศรีษะ นายชาคริต อายุ 27 ปี หนุ่มช่างภาพอิสระ เสียชีวิตในร้านอาหารชื่อดังในเขต อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เมื่อคืนวันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมา สาเหตุเพียงเพราะไม่พอใจที่ผู้ตายจ่ายทิปพนักงานนวดในห้องน้ำแทน เนื่องจากผู้ก่อเหตุไม่มีเงินแบงค์ย่อย

ล่าสุดทางครอบครัวได้ประกอบพิธีฌาปนกิจศพ นายชาคริต แล้วที่วัดกลางพระอารามหลวง ในเขตเทศบาลเมืองบุรีรัมย์โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยโศกเศร้าเสียใจของครอบครัว ญาติ เพื่อนที่เคยศึกษาด้วยกัน และเพื่อนร่วมวิชาชีพที่มาร่วมงานศพจำนวนมาก โดยเฉพาะพ่อและแม่ของนายชาคริต ยังทำใจไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งที่ลูกชายแสดงความหวังดี แต่กลับถูกกระทำด้วยความรุนแรงจนยากที่จะรับได้

ทั้งนี้ภายในงานยังมี นายดำรงชัย เนรมิตพงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด, พ.ต.อ.บัณฑิต อ่อนสาคร ผู้กำกับการ สภ.เมืองฯ ข้าราชการ และผู้ที่รู้จักคุ้นเคยมาร่วมพิธีฌาปนกิจศพ แสดงความไว้อาลัยเป็นจำนวนมากด้วย

ส่วนความคืบหน้าเรื่องคดี ขณะนี้ทางพนักงานสอบสวนได้เรียกเพื่อนผู้ตาย เจ้าของร้านที่เกิดเหตุ รวมถึงพยานแวดล้อมมาสอบปากคำครบทุกปากแล้ว ขณะนี้รอผลตรวจลายนิ้วมือ และสอบประวัติผู้ต้องหาว่าเคยกระทำผิดหรือต้องคดีหรือไม่ เพื่อเร่งสรุปสำนวนส่งอัยการให้ทันภายในเดือนนี้

ขณะที่แฟนสาวของผู้ตายก็เปิดเผยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า ได้คบหากับนายชาคริต มาเป็นเวลา 3 ปีแล้ว ตลอดเวลาที่คบกันนายชาคริตก็ดูแลตนเองเป็นอย่างดี ไม่เคยทำอะไรให้เสียใจเลย ก่อนหน้านี้นายชาคริตก็เคยบอกกับตนว่าตอนนี้กำลังเร่งทำงานเพื่อเก็บเงินไว้ขอตนแต่งงาน

แต่ไม่คาดคิดว่าจะมาเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นกับแฟนของตัวเองที่กำลังจะสร้างฐานะด้วยกัน เพียงเพราะความเลือดร้อนไร้เหตุผลของคนๆ หนึ่ง แต่กลับทำลายอนาคตและความหวังของอีกคน จึงอยากเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้กับแฟนของตัวเองด้วย

ด้าน นายวิเศษ อาเขยของผู้ตาย บอกว่า หลังเสร็จงานฌาปนกิจศพของหลานก็ได้ปรึกษากับครอบครัวว่า จะไปขอดูสำนวนกับพนักงานสอบสวน เพราะยังติดใจกับการที่ให้ผู้ก่อเหตุประกันตัวเร็วเกินไป ทั้งติดใจกับคำให้การของผู้ต้องหาว่าไม่ได้เจตนาฆ่าหลาน ซึ่งขัดแย้งกับพฤติการณ์หรือการกระทำโดยสิ้นเชิง จึงเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม พร้อมอยากวิงวอนให้ผู้รักษากฎหมายได้ทำคดีอย่างเป็นธรรม และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดให้ถึงที่สุด